แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มขึ้นในวันนั้น

พี่แอน: ตั้ม วันนี้ตาตั้มนะ
เสียงพี่แอนดังมาจากรีเซพชั่นทะลุผ่านบรรยากาศอันมืดสลัวเวลาประมาณ 7.00AM ไฟในออฟฟิศยังปิดอยู่
พี่แอน: ตั้ม วันนี้ตาตั้มนะ
ผม: ฮะ ครับ อะไรนะพี่แอน ตาอะไรครับ
พี่แอน: เอ้า ตั้มไม่รู้หรอว่าตั้มต้องพูดหน้าแถวอะ
ผม: หน้าแถวอะไรครับพี่แอน?
พี่แอน: ก็ทุกวันศุกร์ ทีมบริหารต้องพูดหน้าแถวให้คนในโรงงานฟังไง (พี่แอนตอบด้วยความสุขุมใบหน้าอมยิ้มเหมือนสะใจเบาเบา – -” )
ผม:อ่อครับ แล้วผมต้องพูดอะไรอะ
พี่แอน: แล้วแต่ตั้มเลย มีเวลาให้ประมาณ 5 นาที แต่ส่วนใหญ่พี่ๆเค้าก็พูดเรื่องที่เกี่ยวกับแผนกเค้า ตั้มอยู่เซลล์ก็พูดเรื่องเซลล์ก็ได้นะ
ผม: อ่อครับ
Friday Morning at 7.27AM
นี่คือที่มาของชื่อ Website แรกของผมครับ ทำไมต้องเช้าวันศุกร์ และทำไมต้อง 7.27AM นั่นคือเวลาหลังจากเต้นออกกำลังกายและเคารพธงชาติเสร็จ ถึงคิวที่ผู้ บอ (ผู้บริหารเรียกย่อๆ) ต้องออกไปพูดหน้าแถว
เชื่อมั้ยครับว่า ผมผลัดวันประกันพรุ่งมานานมากกว่าจะเริ่มมาเขียน Blog เอาจริงๆมันมีหลายเหตุผลมากว่าทำไมถึงต้องมาเขียน Blog ผมขอเรียกมันว่า Journal ละกัน
ย้อนกลับไปเรื่องเดิม ทุกวันศุกร์ช่วงเช้าที่ผู้บอจะต้องออกมาพูด ที่บริษัทผมมีพี่ๆประมาณ 8 คน นั่นเท่ากับว่า ทุกๆสองเดือนผมจะต้องหาเรื่องมาพูด ณ วันนี้ ผมอยู่ที่บริษัทนี้มาเข้าปีที่ 4 แล้ว เท่ากับว่าผมจะต้องเคยพูดหน้าแถวไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง ครั้งแรกๆที่ผมออกไปพูด เรียกได้ว่าผมแทบจะพูดแบบขอไปที ประหม่ามาก คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะมีคนฟังรึเปล่า จะต้องพูดเรื่องอะไร แล้วต้องพูดยังไงดี
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พอเริ่มปรับตัวจนชิน ตื่นเต้นน้อยลง แรกๆก็เล่าเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับงานขาย เรื่องสำเพเหระทั่วๆไป จนวันนึงมันก็หมดเรื่องที่จะเล่า พอไม่มีเรื่องที่เกี่ยวกับงานให้เล่าแล้ว อาทิตย์นั้นถึงคิวผม ไม่รู้จะหาอะไรมาเล่า ผมเลยเอาเรื่องจาก Podcast หรือบทความที่ผมสนใจมาเล่าแทน
วันนั้นผมเอาบทความจากคุณ รวิช หาญอุตสาหะ หนึ่งใน Idol ที่ผมเคารพรักผมจำวันนั้นได้ ผมเปิด Podcast ระหว่างขับรถมาทำงานตอน แค่เปลี่ยนวิธีคิดชีวิตก็ก้าวกระโดดบทเรียนจาก LeBron James | MM EP.2102
พอมาถึงที่ทำงานผมก็พยายามแกะคำพูดของพี่เค้าเพื่อเตรียมจะไปพูดในเช้าวันศุกร์วันถัดมา ผมชอบบทความนี้มาก และเป็นครั้งแรกที่ผมตัดสินใจจะเล่าอย่างตั้งใจ ผมจดมันลงใน Note เพื่อไว้ใช้ซ้อมเวลาพูดจริง ผมใช้เวลาเตรียมตัวนานมาก เป็นครั้งแรกที่ออกไปพูดแล้วต้องจด Script

แล้ววันนั้นมันก็ออกมาด้วยดีครับ เนื่องจากว่าผมซ้อมหลายรอบอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนฟังผมอยู่มั้ย แต่วันนั้นรู้สึกดีจริงๆครับที่ได้พูด
…………..
แล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป ตัดภาพมาอีกทีที่งานเลี้ยงบริษัท ทุกคนสนุกไปกับบรรยากาศภายในงาน ซักพักมีพี่ที่เคารพรักอีกคนในแผนกเดียวกันเข้ามาทักผม
พี่ชัย: “เออ พี่ตั้ม วันนั้นอะเรื่อง Lebron Jame พี่พูดดีมากเลยนะ น้องเค้าฝากชมมา”
Happiness is only real when shared
by Christopher McCandless
เชื่อมั้ยครับ แค่คำพูดวันนั้น เปลี่ยนความคิดผมไปเลย หลังจากวันนั้น ทุก Content ที่ผมเตรียมไปพูด ผมตั้งใจทำเพื่อหวังว่า ถ้ามันมีคนฟังซักคน อย่างน้อยคนๆนั้นฟังอยู่ ผมก็มีกำลังใจแล้ว แล้วถ้าหากเรื่องราวนั้นๆไปจุดประกายชีวิตเค้า ทำให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในชีวิตของเค้าก็คงจะดีไม่ใช่น้อย
ความสุขที่เกิดจากการแบ่งบันมันรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง ผมไม่แน่ใจว่ามันคือความเห็นแก่ตัวรึเปล่า การเสพติดความรู้สึกดีๆแบบนั้น หลายๆคนคงจะมีความรู้สึกแบบเดียวกัน
ผมว่าเกือบทุกคนที่ออกมาทำ Podcast หรือเขียน Blog น่าจะมีเป้าหมายไม่ต่างกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ต้องการจะจำเรื่องราวดีๆ และส่งต่อเรื่องราวดีๆนั้นต่อ ผมก็เช่นเดียวกัน การส่งต่อเรื่องราวดีๆมันมีหลายครั้งที่อยากจะเล่า แต่ก็จำแหล่งอ้างอิงไม่ได้
ผมจึงเชื่อเสมอว่าการจะแชร์เรื่องราวดีๆ มันต้องมีการตกตะกอนทางความคิด แต่การที่เราจะทำแบบนั้นได้ ผมบังเอิญไปอ่านเจอวิธีชื่อว่า Bloom’s Taxonomy of Learning โดย Benjamin S. Bloom การจำเกิดจากความเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินผล จบด้วยการสร้าง มี Input ก็ต้องมี Output เข้าใจว่า Output หรือการสร้างมีได้หลายประเภท Podcast และ Blog ก็เป็นหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น เอาเข้าจริงๆผมยังไม่มีความมั่นใจในการทำ Podcast ขอเริ่มฝึกเขียนและแชร์เรื่องราวดีๆก่อนแล้วกัน
คุณทอย กษิดิศ เจ้าของ Page DataRockie เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมขุดตัวเองขึ้นมาทำ Website และเขียน Blog ผมได้อ่านบทความเรื่อง Suddenly TALENTED เป็นบทความที่อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าเขียนและถ่ายทอดได้อย่างดีมาก คุณทอยน่าจะตั้งใจถ่ายทอดบทความนี้มาสุดๆ แนะนำให้ไปอ่านอย่างมากครับ
ทักษะที่สำคัญที่สุดของยุคนี้คือ Writing Skill ยิ่งเราเขียนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น
คุณทอย DataRockie
ในขณะที่กำลังพิมพ์อยู่ที่ ผมยังมีความกล้าๆกลัวๆและตื่นเต้นที่จะกดปุ่ม Publish อยู่เลย ขอบคุณรวิชและคุณทอยที่เป็นส่วนหนึ่งของสารตั้งต้นให้ลงมือทำ ขอบคุณทุกๆเหตุปัจจัยที่ทำให้ผมได้เริ่ม Bucket List ชิ้นใหญ่ชิ้นที่สองของตัวเองหลังจากเรียนจบโทในวัย 38 ขวบ (อายุเกือบมากกว่าอาจารย์ T T) ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต ขอบคุณตัวเองที่ connect the dot เรื่องราวชีวิตไปเรื่อยๆ ขอบคุณความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง
ตั้ม อีก 5 ปี 10 ปีเข้ามาอ่านจุดเริ่มต้นในวันนี้นะ ขอให้ตอนนั่งอ่านอมยิ้มกับตัวเองอยู่ : )
ตั้ม Friday Morning @ 7.27
PS. บทความนี้เป็นบทความแรกที่เริ่มเขียน ถ้าเนื้อหาไม่ต่อเนื่องหรือยังเรียบเรียงไม่ได้ดีเท่าที่ควร หรือเกิดข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ

Leave a Reply